พินัยกรรมแบบธรรมดา
พินัยกรรมแบบธรรมดานั้นจะต้องทำตามแบบ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือ ลงวันที่ เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน พร้อมกัน และพยานสองคนต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น พินัยกรรมแบบธรรมดาโดยทั่วไปน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นพินัยกรรมแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยที่จะว่าจ้างหรือร้องขอให้ทนายความ หรือที่ปรึกษากฏหมายเป็นผู้จัดทำหรือร่างข้อความใน พินัยกรรมให้ตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม การขูดลบ ตก เติม แก้ไขพินัยกรรมแบบธรรมดานี้ ต้องมีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ทั้งผู้ทำ พินัยกรรมเอง และพยานทั้งสองคนลงลายมือชื่อพร้อมกันในขณะที่มีการแก้ไข ขูดลบ ตก เติมนั้น การทำพินัยกรรมแบบธรรมดามีข้อพิจารณา ดังนี้ 1. ต้องทำเป็นหนังสือ ลงวันที่ เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น พินัยกรรมที่ไม่ลงวันที่ทำพินัยกรรม เป็นโมฆะ คือไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้ 2. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน 3. พยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น
ตัวอย่างเช่น
พินัยกรรม ทำที่บ้านเลขที่ 12 ม. 9 ต.ยายชา อ.สามพราน จ.ลำปาง วันที่ 5 มกราคม 2533
ข้าพเจ้า นายเชน ทองดี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ม. 3 ต.ยายชา อ.สามแพร่ง จ.ลำปางขอทำพินัยกรรมไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมไปแล้ว ทรัพย์สินของข้าพเจ้าให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของบุคคลดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 222 เลขที่ดิน 333 ต.ยายชา อ.สามแพร่ง จ.ลำปาง เนื้อที่ 4 ไร่ 5 งาน 6 ตารางวา พร้อมบ้านบนที่ดินตกแก่นายชาม ทองดี ข้อที่ 2 ให้เงินสดที่อยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสามแพร่ง ทั้งหมดตกแก่นายชวน ทองดี ข้อที่ 3 ให้ทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากนี้ ตกได้แก่ นายโชค ทองดี แต่เพียงผู้เดียว พินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้าและพยานได้อยู่พร้อมกัน ข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันและพยาน ทั้งสองคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ขณะทำพินัยกรรมนี้ข้าพเจ้ามี สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ดี เพื่อเป็นหลักฐานจึงลงลายมือชื่อไว้
ลงชื่อ ……………………………. ผู้ทำพินัยกรรม
(เชน ทองดี )
ลงชื่อ ……..….………………… พิมพ์หรือเขียน, พยาน
(ปารมี เลิศศรี )
ลงชื่อ…………………………… พยาน
(เอมิกา สารสม )
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
การดุหมิ่นเจ้าพนักงาน
คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวเนื่องมาจากการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นเอง เหตุที่กฎหมายต้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่นั้น ก็เนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับประชาชนอยู่ตลอดเวลาและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นั้นบางครั้งก็เป็นการปฏิบัติงานในลักษณะของการบังคับ สิ่งเหล่านี้ในบางครั้งก็สร้างความไม่พอใจขึ้นกับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ที่อาจจะมองไปได้ว่า ตัวเองถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นเมื่อความไม่พอใจเกิดขึ้น ก็อาจจะเกิดการยั่วยุ การกล่าวหา หรือการด่าว่าเจ้าหน้าที่ หากไม่มีกฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่เอาไว้แล้ว เจ้าหน้าที่ดีๆ ที่ทำงานรับใช้ประเทศชาติประชาชนอาจจะหมดกำลังใจ
ตัวอย่างของการดุหมิ่นพนักงาน เช่น
เรื่องนี้เป็นกรณีของนาย เอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมนาย เค ที่เป้นจำเลย นายเอเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการตามหน้าที่ ในข้อหาความผิดวางคานเหล็กกีดขวางทางเท้า แต่นายเคเมื่อทำผิดแล้วถูกจับ ก็เกิดความไม่พอใจในการทำงานของนายเอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อนายเคเดินทางไปที่สถานีตำรวจ นายเคก็ได้พูดจากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าแกล้งจับนายเค ซึ่งการที่นายเค พูดจาออกไปเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะความโกรธ หรือความไม่พอใจนายเอ ที่เป้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากเรื่องนี้ นายเอ สามารถขอให้ลงโทษนายเค ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ฐานวางสิ่งกีดขวางทางสัญจร ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ
ดังนั้น นายเค ถือว่ามีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136
ตัวอย่างของการดุหมิ่นพนักงาน เช่น
เรื่องนี้เป็นกรณีของนาย เอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมนาย เค ที่เป้นจำเลย นายเอเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการตามหน้าที่ ในข้อหาความผิดวางคานเหล็กกีดขวางทางเท้า แต่นายเคเมื่อทำผิดแล้วถูกจับ ก็เกิดความไม่พอใจในการทำงานของนายเอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อนายเคเดินทางไปที่สถานีตำรวจ นายเคก็ได้พูดจากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าแกล้งจับนายเค ซึ่งการที่นายเค พูดจาออกไปเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะความโกรธ หรือความไม่พอใจนายเอ ที่เป้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากเรื่องนี้ นายเอ สามารถขอให้ลงโทษนายเค ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ฐานวางสิ่งกีดขวางทางสัญจร ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ
ดังนั้น นายเค ถือว่ามีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553
เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง (การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม)
เรื่องมีอยู่ว่าสามีภริยาคู่หนึ่งขอเด็กจากบิดามารดามาเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเด็กอายุ ๑๑ ปี จึงได้มายื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ แล้วได้รับการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และได้เลี้ยงดูเด็กต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
วันดีคืนดีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ขอฝ่ายหญิงเป็นบุคคลต่างด้าวและได้ปลอมแปลงเอกสารหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน มีปัญหาว่าจะต้องเพิกถอนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีความเห็นว่า กรณีนี้ต้องตีความในทางที่เป็นคุณเพื่อประโยชน์ของเด็กผู้เป็นบุตรบุญธรรม โดยถือว่าคู่สมรสฝ่ายหญิงลงนามในคำขอในฐานะผู้ให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมย่อมสมบูรณ์ในส่วนของคู่สมรสฝ่ายชาย ดังนั้น จึงไม่ต้องเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีนี้
คณะกรรมการฯ ยังมีข้อสังเกตอีกว่า การเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น มิใช่จะพิจารณาเพียงเรื่องความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองแล้วทำการเพิกถอนการอนุมัติเลย แต่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นประกอบด้วย เช่น ความสัมพันธ์ของบุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมว่ามีความผูกพันระหว่างกันเพียงใด สภาพความเป็นอยู่ของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเป็นเช่นใด สุขภาพพลานามัย ความเจริญ หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรมเป็นอย่างไร ถ้าไม่เพิกถอนการอนุมัติแล้วจะกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเพิกถอน เพราะการเพิกถอนจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ความเจริญ หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรม หรือเพราะเหตุอื่นใดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ข้อมูลจาก
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม - เรื่องเสร็จที่ ๘๘๔/๒๕๔๗ - คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
วันดีคืนดีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ขอฝ่ายหญิงเป็นบุคคลต่างด้าวและได้ปลอมแปลงเอกสารหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน มีปัญหาว่าจะต้องเพิกถอนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีความเห็นว่า กรณีนี้ต้องตีความในทางที่เป็นคุณเพื่อประโยชน์ของเด็กผู้เป็นบุตรบุญธรรม โดยถือว่าคู่สมรสฝ่ายหญิงลงนามในคำขอในฐานะผู้ให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมย่อมสมบูรณ์ในส่วนของคู่สมรสฝ่ายชาย ดังนั้น จึงไม่ต้องเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีนี้
คณะกรรมการฯ ยังมีข้อสังเกตอีกว่า การเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น มิใช่จะพิจารณาเพียงเรื่องความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองแล้วทำการเพิกถอนการอนุมัติเลย แต่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นประกอบด้วย เช่น ความสัมพันธ์ของบุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมว่ามีความผูกพันระหว่างกันเพียงใด สภาพความเป็นอยู่ของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเป็นเช่นใด สุขภาพพลานามัย ความเจริญ หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรมเป็นอย่างไร ถ้าไม่เพิกถอนการอนุมัติแล้วจะกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเพิกถอน เพราะการเพิกถอนจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ความเจริญ หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรม หรือเพราะเหตุอื่นใดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ข้อมูลจาก
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม - เรื่องเสร็จที่ ๘๘๔/๒๕๔๗ - คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
การสิ้นสุดการสมรส
การสมรสเงื่อนไขแห่งการสมรส๑. การสมรสจะกระทำกันได้เมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์๒. คู่สมรสต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ๓. คู่สมรสต้องไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา ไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา๔. คู่สมรสต้องไม่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม๕. คู่สมรสจะต้องไม่เป็นคู่สมรสของผู้อื่น๖. คู่สมรสต้องยินยอมเป็นสามีภริยากัน โดยต้องแสดงความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมไว้การสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะมีได้เฉพะเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้นมิใช่การแต่งงานกันตามประเพณีและเมื่อจดทะเบียนกันแล้วสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและตามฐานะของตน
เมื่อสมรสแล้วทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ได้แก่สินส่วนตัวและสินสมรสสินสมรส เป็นทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน ได้แก่๑. ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส๒. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส๓. ที่เป็นดอกผลของสินสมรสสินส่วนตัว ได้แก่๑. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส๒. ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง๓. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา๔. ที่เป็นของหมั้นการสิ้นสุดแห่งการสมรสการสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการหย่าโดยความยินยอมการหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนจึงจะสมบูรณ์กรณีการหย่าโดยความยินยอมให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
อ้างอิง ยุติธรรมดอทคอท
เมื่อสมรสแล้วทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ได้แก่สินส่วนตัวและสินสมรสสินสมรส เป็นทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน ได้แก่๑. ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส๒. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส๓. ที่เป็นดอกผลของสินสมรสสินส่วนตัว ได้แก่๑. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส๒. ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง๓. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา๔. ที่เป็นของหมั้นการสิ้นสุดแห่งการสมรสการสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการหย่าโดยความยินยอมการหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนจึงจะสมบูรณ์กรณีการหย่าโดยความยินยอมให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
อ้างอิง ยุติธรรมดอทคอท
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)