วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรมแบบธรรมดา

พินัยกรรมแบบธรรมดา
พินัยกรรมแบบธรรมดานั้นจะต้องทำตามแบบ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือ ลงวันที่ เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน พร้อมกัน และพยานสองคนต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น พินัยกรรมแบบธรรมดาโดยทั่วไปน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นพินัยกรรมแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยที่จะว่าจ้างหรือร้องขอให้ทนายความ หรือที่ปรึกษากฏหมายเป็นผู้จัดทำหรือร่างข้อความใน พินัยกรรมให้ตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม การขูดลบ ตก เติม แก้ไขพินัยกรรมแบบธรรมดานี้ ต้องมีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ทั้งผู้ทำ พินัยกรรมเอง และพยานทั้งสองคนลงลายมือชื่อพร้อมกันในขณะที่มีการแก้ไข ขูดลบ ตก เติมนั้น การทำพินัยกรรมแบบธรรมดามีข้อพิจารณา ดังนี้ 1. ต้องทำเป็นหนังสือ ลงวันที่ เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น พินัยกรรมที่ไม่ลงวันที่ทำพินัยกรรม เป็นโมฆะ คือไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้ 2. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน 3. พยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น
ตัวอย่างเช่น
พินัยกรรม ทำที่บ้านเลขที่ 12 ม. 9 ต.ยายชา อ.สามพราน จ.ลำปาง วันที่ 5 มกราคม 2533
ข้าพเจ้า นายเชน ทองดี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ม. 3 ต.ยายชา อ.สามแพร่ง จ.ลำปางขอทำพินัยกรรมไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมไปแล้ว ทรัพย์สินของข้าพเจ้าให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของบุคคลดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 222 เลขที่ดิน 333 ต.ยายชา อ.สามแพร่ง จ.ลำปาง เนื้อที่ 4 ไร่ 5 งาน 6 ตารางวา พร้อมบ้านบนที่ดินตกแก่นายชาม ทองดี ข้อที่ 2 ให้เงินสดที่อยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสามแพร่ง ทั้งหมดตกแก่นายชวน ทองดี ข้อที่ 3 ให้ทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากนี้ ตกได้แก่ นายโชค ทองดี แต่เพียงผู้เดียว พินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้าและพยานได้อยู่พร้อมกัน ข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันและพยาน ทั้งสองคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ขณะทำพินัยกรรมนี้ข้าพเจ้ามี สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ดี เพื่อเป็นหลักฐานจึงลงลายมือชื่อไว้
ลงชื่อ ……………………………. ผู้ทำพินัยกรรม
(เชน ทองดี )
ลงชื่อ ……..….………………… พิมพ์หรือเขียน, พยาน
(ปารมี เลิศศรี )
ลงชื่อ…………………………… พยาน
(เอมิกา สารสม )

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

การดุหมิ่นเจ้าพนักงาน

คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวเนื่องมาจากการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นเอง เหตุที่กฎหมายต้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่นั้น ก็เนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับประชาชนอยู่ตลอดเวลาและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นั้นบางครั้งก็เป็นการปฏิบัติงานในลักษณะของการบังคับ สิ่งเหล่านี้ในบางครั้งก็สร้างความไม่พอใจขึ้นกับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ที่อาจจะมองไปได้ว่า ตัวเองถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นเมื่อความไม่พอใจเกิดขึ้น ก็อาจจะเกิดการยั่วยุ การกล่าวหา หรือการด่าว่าเจ้าหน้าที่ หากไม่มีกฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่เอาไว้แล้ว เจ้าหน้าที่ดีๆ ที่ทำงานรับใช้ประเทศชาติประชาชนอาจจะหมดกำลังใจ
ตัวอย่างของการดุหมิ่นพนักงาน เช่น
เรื่องนี้เป็นกรณีของนาย เอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมนาย เค ที่เป้นจำเลย นายเอเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการตามหน้าที่ ในข้อหาความผิดวางคานเหล็กกีดขวางทางเท้า แต่นายเคเมื่อทำผิดแล้วถูกจับ ก็เกิดความไม่พอใจในการทำงานของนายเอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อนายเคเดินทางไปที่สถานีตำรวจ นายเคก็ได้พูดจากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าแกล้งจับนายเค ซึ่งการที่นายเค พูดจาออกไปเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะความโกรธ หรือความไม่พอใจนายเอ ที่เป้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากเรื่องนี้ นายเอ สามารถขอให้ลงโทษนายเค ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ฐานวางสิ่งกีดขวางทางสัญจร ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ
ดังนั้น นายเค ถือว่ามีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง (การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม)

เรื่องมีอยู่ว่าสามีภริยาคู่หนึ่งขอเด็กจากบิดามารดามาเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเด็กอายุ ๑๑ ปี จึงได้มายื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ แล้วได้รับการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และได้เลี้ยงดูเด็กต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
วันดีคืนดีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ขอฝ่ายหญิงเป็นบุคคลต่างด้าวและได้ปลอมแปลงเอกสารหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน มีปัญหาว่าจะต้องเพิกถอนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีความเห็นว่า กรณีนี้ต้องตีความในทางที่เป็นคุณเพื่อประโยชน์ของเด็กผู้เป็นบุตรบุญธรรม โดยถือว่าคู่สมรสฝ่ายหญิงลงนามในคำขอในฐานะผู้ให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมย่อมสมบูรณ์ในส่วนของคู่สมรสฝ่ายชาย ดังนั้น จึงไม่ต้องเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีนี้
คณะกรรมการฯ ยังมีข้อสังเกตอีกว่า การเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น มิใช่จะพิจารณาเพียงเรื่องความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองแล้วทำการเพิกถอนการอนุมัติเลย แต่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นประกอบด้วย เช่น ความสัมพันธ์ของบุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมว่ามีความผูกพันระหว่างกันเพียงใด สภาพความเป็นอยู่ของผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเป็นเช่นใด สุขภาพพลานามัย ความเจริญ หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรมเป็นอย่างไร ถ้าไม่เพิกถอนการอนุมัติแล้วจะกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเพิกถอน เพราะการเพิกถอนจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ความเจริญ หรือสวัสดิภาพของบุตรบุญธรรม หรือเพราะเหตุอื่นใดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิกถอนการอนุมัติให้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ข้อมูลจาก
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม - เรื่องเสร็จที่ ๘๘๔/๒๕๔๗ - คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

การสิ้นสุดการสมรส

การสมรสเงื่อนไขแห่งการสมรส๑. การสมรสจะกระทำกันได้เมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์๒. คู่สมรสต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ๓. คู่สมรสต้องไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา ไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา๔. คู่สมรสต้องไม่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม๕. คู่สมรสจะต้องไม่เป็นคู่สมรสของผู้อื่น๖. คู่สมรสต้องยินยอมเป็นสามีภริยากัน โดยต้องแสดงความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมไว้การสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะมีได้เฉพะเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้นมิใช่การแต่งงานกันตามประเพณีและเมื่อจดทะเบียนกันแล้วสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและตามฐานะของตน
เมื่อสมรสแล้วทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ได้แก่สินส่วนตัวและสินสมรสสินสมรส เป็นทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน ได้แก่๑. ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส๒. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส๓. ที่เป็นดอกผลของสินสมรสสินส่วนตัว ได้แก่๑. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส๒. ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง๓. ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา๔. ที่เป็นของหมั้นการสิ้นสุดแห่งการสมรสการสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการหย่าโดยความยินยอมการหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนจึงจะสมบูรณ์กรณีการหย่าโดยความยินยอมให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
อ้างอิง ยุติธรรมดอทคอท

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นิรโทษกรรมสากลเรียกร้ององค์การศาลอาญาพิจารณาคดี 'ดา ตอร์ปิโด' อย่างเปิดเผย

องค์การนิรโทษกรรมสากลส่งหนังสือแถลงต่อผู้สื่อข่าววันนี้ระบุว่า รัฐบาลไทยต้องอนุญาตให้มีการพิจารณาที่เปิดเผยต่อสาธารณะแก่ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์โดยทันที
องค์การนิรโทษกรรมสากลส่งหนังสือแถลงต่อผู้สื่อข่าววันนี้ระบุว่า รัฐบาลไทยต้องอนุญาตให้มีการพิจารณาที่เปิดเผยต่อสาธารณะแก่ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์โดยทันที
ผู้พิพากษา พรหมาศ ภู่แสง ผู้พิพากษาประจำศาลอาญากรุงเทพได้สั่งให้การพิจารณาคดีปิดลับตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นพิจารณาคดีเมื่อวันอังคารถือเป็นสิ่งที่ตอบโต้ดารณีจากกการแสดงความเห็นที่เธอกล่าวในการปราศรัยระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2551
"ภายใต้หลักกฎหมายสากล การพิจารณาคดีที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นหลักสำคัญในการปกป้องสิทธิของปัจเจกบุคคลจากการพิจารณาคดีและกระบวนการเกี่ยวกับการพิจารณคดีที่เป็นธรรม" แซม ซาริฟี ผู้อำนวยการองค์การนิรโทษกรรมสากลภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวและว่า "เมื่อศาลปิดประตูห้องพิจารณานั่นคือสัญญาณเสี่ยงต่อความอยุติธรรม"
ผู้พิพากษาระบุเหตุผลที่มีคำสั่งปิดห้องพิจารณาด้วยเหตุผลเรื่อง "ความมั่นคงของชาติ" แม้ว่าสนธิสัญญาสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองระหว่างประเทศ (ICCPR) และรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้กีดกันสาธารณะออกจากการพิจารณาคดีได้ แต่ก็ต้องเป็นไปอย่างจำกัดอย่างยิ่ง และจะต้องเป็นเพียงมาตรการสำคัญเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่หลังจากไม่มีมาตรการอื่นใดที่ใช้ได้แล้ว
"รัฐบาลไทยจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ลำบากในการอธิบายว่าทำไมการพิจารณาคดีบุคคลคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงความเห็นดูหมิ่น จึงต้องประนีประนอมกับความมั่นคงของประเทศไทย" แซม ซาริฟี กล่าว
ผู้พิพากษาพรหมาศยืนยันว่า เขาสามารถให้หลักประกันได้ว่าจำเลยจะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม แม้ว่าจะปิดลับจากสาธารณะและสื่อมวลชน
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมกฎหมายทั้งของไทยและระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการพิจารณาอย่างเปิดเผย" "ในการณีนี้ การพิจารณาดีที่เป็นธรรมหมายถึงการที่ประตูห้องพิจารณาเปิดออก" แถลงการณ์ระบุ
ข้อมูลประกอบ
ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เป็นผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยการรัฐประหารเมื่อปี 2006
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยบัญญัติห้ามถ้อยคำหรือการกระทำที่ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ โทษของความผิดนี้คือจำคุกไม่เกิน 15 ปี
มาตรา 14 สนธิสัญญาสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองระหว่างประเทศ (ICCPR)ซึ่งประเทศไทยร่วมลงนามด้วย ระบุว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรมและเปิดเผย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 บัญญัติว่า สิทธิพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย
ด้านรอยเตอร์รายงานว่า องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องประเทศไทย วันนี้ (26 มิ.ย.) ให้เปิดเผยกระบวนการพิจารณาคดีที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลังจากที่การพิจารณาคดีถูกปิดลับด้วยเหตุผลเรื่อง "ความมั่นคงของชาติ"
องค์การนิรโทษกรรมสากลระบุว่า ศาลสั่งห้ามสื่อมวลชนและสาธารณชนเข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ น.ส. ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ฝ่ายเสื้อแดงซึ่งสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นผลร้ายต่อการที่ดารณีจะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
ดารณี วัย 46 ปี เป็นที่รู้จักกันในนามของ ดา ตอร์ปิโด ถูกจับและดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากได้กล่าวปราศรัยอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการรัฐประหารที่โค่นอำนาจทักษิณ
เมื่อผู้พิพากษาปิดประตูห้องพิจารณาคดี นั่นเป็นสัญญาณว่าเสี่ยงต่อความอยุติธรรม แซม ซาริฟี ผู้อำนวยการนิรโทษกรมสากลภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวในแถลงการณ์
"รัฐบาลไทยจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ลำบากในการอธิบายว่าทำไมการพิจารณาคดีบุคคลคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงความเห็นดูหมิ่น จึงต้องประนีประนอมกับความมั่นคงของประเทศไทย
"ในกรณีนี้ การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมหมายถึงการที่ประตูห้องพิจารณาคดีถูกเปิดออก" ซาริฟีกล่าวเพิ่มเติม
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้พิพากษาพรหมาศ ภู่แสง สั่งให้ผู้สื่อข่าวและผู้สนับสนุนดารณีออกจากห้องพิจารณาคดีของศาลอาญาด้วยเหตุผลว่าคดีนี้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ
ดารณีไม่มีหลักประกันเรื่องความยุติธรรมหากสาธารณะถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดี ทนายของดารณีทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
การพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่น่าตกตะลึงซึ่งจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 28 ก.ค. ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการปิดกั้นผู้ที่ไม่เชื่อฟังและเสรีภาพในการพูด
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ เป็นกฎหมายที่เข้มงวดของไทย ประเทศซึ่งประชาชนจำนวนมากจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระชนมายุ 81 พรรษา ทรงเป็นสมมติเทพซึ่งอยู่เหนือการเมืองความผิดฐานนี้คือการจำคุกไม่เกิน 15 ปี
อ้างอิง ประชาไท

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งเสพติด

กฎหมายน่ารู้เกี่ยวกับสิ่งเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับผู้มีสิ่งเสพติดไว้ในครอบครอง กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งเสพติดมีอยู่หลายฉบับ แต่เนื่องจากบทลงโทษกำหนดไว้ สถานเบาซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้าสิ่งเสพติดไม่กลัวเกรง ต่อการกระทำผิดรวมทั้งมีหลายหน่วยงาน ในการดำเนินการ ทำให้เกิดความสับสนในทางปฏิบัติ รัฐจึงได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง โดยร่างพระราชบัญญัต ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ขึ้น ดังนั้นพระราชบัญญัต ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงเป็นกฎหมายสำคัญในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับสิ่งเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับผู้มี สิ่งเสพติดไว้ในครอบครอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522